บริษัท เดนโก้ อินดัสทรี จำกัด
DENCO INDUSTRY CO.,LTD.
Tel : 02-408-5800 - 8  (9 Lines)
Fax: 02-408-5809
e-mail : prapon@denco.co.th
ID.Line: prapondenco
Facebook: dencosolar

Denco Custom Solar Power

ออกแบบ ผลิต และจำหน่าย  เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 

  ISO 9001 : 2008 CERTIFIED
TH 10000325

DENCO Custom Solar Power โรงงานผู้ออกแบบ ผลิต และติดตั้ง เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์แบบต่อตรง  Pure Direct Current System


| หน้าแรก | เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ (แหล่งน้ำบนผิวดิน) | เครื่องสูบน้ำบาดาล พลังงานแสงอาทิตย์ |   |ติดต่อฝ่ายการตลาด | |คลิปการทำงานของเครื่องใน u-tube |
  ผลงานการติดตั้งเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ |   |บทความการบำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำ  | บทความเรื่องการจัดการน้ำและพื้นที่เพาะปลูก | การติดตั้งใช้งานเครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก
ความรู้เรื่องโซล่าเซลล์ฯสำหรับประชาชน| |การส่งน้ำระยะไกลและขึ้นที่สูง| |Webmaster Talk||

D) การสร้างถังเก็บน้ำและการวางระบบท่อ สำหรับระบบให้น้ำพืช
      ไม่ว่าเราจะเลือกใช้วิธีการให้น้ำแบบใด ทุกแบบต่างก็มีข้อดี และข้อด้อย แตกต่างกันออกไป ผู้เขียนขอเล่าให้ฟังว่า ในตอนแรกลูกค้าก็มักจะ มุ่งมั่นมาก่อนเลยว่า 
ต้องการเจาะบ่อบาดาล แล้วเอาปั๊มตัวใหญ่ๆ แรงดันสูงๆ สูบน้ำอัดเข้าไปในระบบท่อจ่ายน้ำ บ่อเดียว ปั๊มตัวเดียว จะเอาให้สามารถใช้งานได้ทั้งไร่ หรือ ระบบเดียวจบ แต่พอได้เห็น
งบประมาณจากการประมาณราคาแล้วก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะการออกแบบโดยใช้ปั๊มขนาดใหญ่ๆ สูบจากบ่อบาดาลลึกๆ แล้วอัดเข้าไปในระบบท่อทั้งไร่ มันต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาล
และอุปกรณ์ ที่จะจับแสงแดดมาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า ราคาสูง และยิ่งต้องขับมอเตอร์ตัวใหญ่ๆด้วยแล้ว แถมยังต้องแปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC.)จากแผงโซล่าเซลล์ มาเข้าอินเวอร์เตอร์
เพื่อแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC.) เพื่อส่งไปขับมอเตอร์ของเครื่องสูบน้ำ เพื่อสูบผลักดันน้ำ จากก้นบ่อบาดาลที่อยู่ลึกประมาณ 25-80 เมตร จากผิวดิน เมื่อขึ้นมาบนผิวดินแล้ว ยังต้องถูก
ดันส่งไปตามท่อ ระยะทางไกลๆ แถมตรงทางออก จะเป็นทางออกเล็กๆ เช่น รูน้ำพุ่ง หัวน้ำหยด หรือแม้กระทั่งขับหัวฉีดน้ำ ขนาดใหญ่ๆ ซึ่งต้องลงทุนกับแผงโซล่าเซลล์จำนวนมาก และต้องมี
การเผื่อ เวลาที่มีเมฆมาบังแสงแดด หรืออาจจะมีแบตเตอรี่เข้ามาใช้ร่วมด้วย
   ในมุมมองของผู้เขียน เมื่อทบทวนเกี่ยวกับวิธีการให้น้ำพืชที่จะทำการเพาะปลูก จากที่เคยกล่าวถึงในบทก่อนๆ ตั้งแต่การเลือกหาซื้อที่ดิน ในกรณีที่ที่ดินไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ เราก็สามารถ
สร้างแหล่งน้ำในที่ดินของตนเองโดยการขุดสระ หรือบ่อน้ำ
1) ควรเลือกการขุด หรือสร้างแหล่งน้ำผิวดิน โดยการขุดบ่อ หรือสระน้ำ 
2) หากขุดสระไม่พบตาน้ำ หรือน้ำซึม น้ำซับ เราจึงจะเลือกขุดเจาะบ่อบาดาล เป็นลำดับต่อไป
3) ในน้ำบาดาลมี แร่เหล็ก และแร่ธาตุอื่นๆ เช่นแคลเซียม หรือหินปูน เจือปนอยู่ ควรนำน้ำส่งไปตรวจสอบ
4) ควรมีการพักน้ำบาดาล ให้ตกตะกอนประมาณ 1-2 วัน ก่อนนำไปใช้รดพืชผัก เพื่อลดปริมาณแร่ธาตุต่างๆ ที่จะมีผลกระทบ ต่อพืชที่ปลูก
  ควรศึกษาอย่างละเอียดถึงลักษณะการให้น้ำ ปริมาณน้ำ และช่วงเวลาให้น้ำที่เหมาะสมสำหรับพืชที่เราจะปลูก การให้น้ำพืช และพืชไร่ ได้มีการคิดค้นและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
และมีการประดิษฐ์ และสร้างเครื่องมือและอุปกรณ์ชนิดต่างๆมากมายหลายวิธี แต่ในปัจจุบันระบบน้ำหยด เป็นระบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในเชิงของประสิทธิภาพ และการใช้
น้ำอย่างคุ้มค่า  และประหยัดแรงงานในการให้น้ำพืช  รวมถึงยังสามารถใช้ระบบน้ำหยด เติมปุ๋ย และยาต่างๆให้กับพืชได้อย่างได้ผล และไม่สิ้นเปลือง ระบบน้ำหยดยังใช้แรงดันที่ต่ำ
น้อยกว่า 2.0 บาร์ หรือน้อยกว่า ขอเพียงให้มีน้ำที่มีระดับสูงกว่าปลายท่อที่น้ำหยดก็สามารถทำงานได้
     การกักเก็บน้ำเอาไว้เพื่อใช้ในการให้น้ำพืช เราจะต้องมีภาชนะกักเก็บน้ำ ซึ่งขนาดของความจุ 
จะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนของหัวน้ำหยดที่เราจะต้องใช้ เกษตรกรบางท่านก็ใช้
วิธีการเดินท่อเอาไว้ทั้งสวน แล้ววางสายน้ำหยดเอาไว้ที่ต้นพืชที่ทำการปลูก และจะใช้เครื่องสูบน้ำ
สูบดันน้ำเข้าไปในระบบ จนที่โคนต้นพืชเปียก หรือได้น้ำตามที่ต้องการก็จะทำการหยุดเครื่องสูบน้ำ
    แต่พืชบางชนิด ไม่เหมาะกับการให้น้ำในช่วงเวลาที่มีแสงแดด ซึ่งในไร่หรือสวนที่ต้องการใช้
เครื่องสูบน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์แบบต่อตรงซึ่งจะทำงานได้เฉพาะช่วงเวลาที่มีแสงแดดเท่านั้นก็คือ
" ถังเก็บน้ำ "
     " ถังเก็บน้ำ " ในระบบน้ำหยดที่นิยมใช้กันก็มีหลากหลายรูปแบบ บางท่านใช้ขวดน้ำเกลือนำมาแขวน
เอาไว้ที่ต้นไม้ แล้วปล่อยให้น้ำค่อยๆหยดลงไปที่โคนหรือบริเวณรากของต้นพืช มองดูคล้ายๆ กับกำลังให้
น้ำเกลือต้นพืชอยู่ บ้างก็ใช้ถังพลาสติก ขนาด 50 ลิตร 100 ลิตร ไปจนถึง ถังขนาด 200 ลิตร ตามที่จะหา
มาใช้ได้ในราคาประหยัด
 เราอาจจะเรียกระบบน้ำหยดจากขวดน้ำเกลือ ขวดน้ำอัดลม และถังขนาดเล็กว่า " ระบบน้ำหยดขนาดจิ๋ว "
เพราะมีหลายๆท่านที่ได้เห็นขวดน้ำเกลือ แล้วนำเอามาดัดแปลงเป็นวิธีการให้น้ำพืช ด้วยระบบน้ำหยด
ขนาดเล็ก กันอย่างมากมายลองหาข้อมูลจาก google ดูจะได้พบกับวิธีการที่น่าสนใจมากมาย
  การทำการเพาะปลูก " น้ำ " คือปัจจัยหลัก การให้น้ำพืชในพื้นที่ขนาดเล็ก ก็สามารถใช้แรงงานคน
ในการรดน้ำพืชได้ แต่ในพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ ต้องการน้ำในปริมาณที่มากเพียงพอ และมีค่าใช้จ่าย
ในด้านแรงงานที่สูง และสมัยนี้ แรงงาน เป็นเรื่องที่หายากมากกว่าน้ำขึ้นไปอีก
  ผู้ที่ทำการเกษตร จึงต้องมองหาวิธีการให้น้ำพืชที่ใช้แรงงานน้อย และสามารถจัดการให้น้ำเพียงพอสำหรับ
พื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ได้ เครื่องสูบน้ำ ปั๊มน้ำ ระบบท่อน้ำ จึงเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในการทำการเกษตร
ในยุคปัจจุบัน
   การตัดสินใจลงทุนในเรื่องของระบบการให้น้ำพืช จึงต้องใช้ความรอบครอบในการพิจารณาเลือก เพื่อให้ลงทุนน้อย
และเกิดประโยชน์สูงสุด และก็มีค่าใช้จ่ายต่างๆตามมาเป็นเงาตามตัว เช่นค่ากระแสไฟฟ้า ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ถ้าใช้
เครื่องสูบน้ำที่ใช้เครื่องยนต์เป็นตัวขับเคลื่อน
   ในการทำงานด้านเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ของผู้เขียน ในครั้งแรกที่ได้สนทนากันเกี่ยวกับรายละเอียด
ที่จะทำการให้น้ำพืชไร่ หลายๆท่านมักจะติดอยู่กับภาพของระบบให้น้ำของฟาร์มขนาดใหญ่ ที่ได้พบเห็นมา ในตอนแรก
มักจะจินตนาการถึงเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ๆ สูบน้ำปริมาณมากๆ ดันส่งขึ้นไปเก็บบนเนินเขา หรือ ใช้เครื่องสูบดันน้ำ
ขนาดใหญ่ สูบน้ำอัดเข้าไปในระบบสปริงเกอร์ ระบบน้ำพุ่งอะไรประมาณนั้น 
  แต่บางท่านก็ยังไม่ทราบเกี่ยวกับข้อมูลจำเป็นของพืชที่จะปลูกเลยว่า พืชที่จะปลูกนั้นต้องการน้ำในปริมาณเท่าใด
ต่อต้น ต่อวัน และ ต้องรดน้ำเวลาใดบ้าง จึงจะเป็นผลดีที่สุด เพราะในระบบการเกษตรขนาดใหญ่ หรือในฟาร์มขนาดใหญ่
ซึ่งมีเงินทุน และมีการจัดการที่เป็นระบบ มีการวางแผนจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มาออกแบบให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
งบประมาณจึงมีแบบไม่จำกัด อย่างเช่นสวนกล้วย ที่มีชาวต่างชาติมาลงทุนทำในบางพื้นที่
   กล่าวง่ายๆก็คือ เป็นการคิดจากปลายมาหาต้นทาง ควรทบทวนข้อมูลในด้านต่างๆให้ครบรอบด้านเสียก่อน
ควรเริ่มจากสเกลเล็ก พอได้ผลดีแล้วก็ค่อยขยับขยายเป็นแบบ คูณสอง คูณสามเท่า เรื่องนี้มีทุนหนาเพียงอย่างเดียว
ใช่ว่าจะสมหวังทุกประการ ควรทบทวนหลายๆครั้ง ก่อนตัดสินใจ
     ในบทนี้ผู้เขียนกล่าวถึง "  การสร้างถังเก็บน้ำและการวางระบบท่อ สำหรับระบบให้น้ำพืช " จึงต้อง
กล่าวถึงพื้นฐานก่อนว่าเราสามารถทำความเข้าใจกับพืชที่เราจะปลูกได้มากน้อยเพียงใด การให้น้ำพืช
โดยใช้เครื่องสูบน้ำที่ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า หรือใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กขับเคลื่อน ก็จะใช้งบประมาณลงทุน
ไม่มากนัก และสามารถจะติดเครื่อง หรือกดปุ่มให้เดินเครื่องสูบน้ำเวลาใดก็ได้ตามที่เราต้องการ
  แต่สำหรับท่านที่ใช้ระบบไฟฟ้า และเครื่องยนต์เติมน้ำมันมานาน จนรู้สึกว่า มีค่าใช้จ่ายที่สูงมากจนอยาก
จะเปลี่ยนมาเป็นระบบสูบน้ำด้วยแผงโซล่าเซลล์ ซึ่งก็ต้องเข้าใจก่อนว่า มีงบประมาณที่สูงกว่าระบบเดิมๆ
เพราะเราต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ด้วยการลงทุนของเราเอง แค่จะคุ้มค่าในระยะยาว หรือ
ในอนาคต ขนาดของงบประมาณก็จะมาจากกำลังของมอเตอร์ที่เอามาใช้แทนเครื่องยนต์
  และที่ต้องทำความเข้าใจลึกเข้าไปอีกก็คือ ระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จะมีอยู่สองแบบคือ
1)แบบนำเอาแผงโซล่าเซลล์ มาทำการ ซาทแบตเตอรี่ แล้วนำเอาไฟฟ้าที่สะสมไว้ในแบตเตอรี่ มาจ่ายให้ 
กับเครื่องสูบน้ำซึ่งจะมีข้อดีก็คือ สามารถเปิดหรือปิด เครื่องตอนไหนก็ได้ ถ้ามีไฟฟ้าในแบตเตอรี่เพียงพอ
 หรือระบบยังทำงานได้ตามปรกติ แบตฯยังไม่เสื่อม น้ำกลั่นไม่แห้ง
 แต่ต้องใช้งบประมาณลงทุนสูง และการดูแลรักษาต้องพร้อมถึงในทุกๆด้านเพื่อให้ระบบทำงานได้ปรกติ
2) ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์แบบต่อตรง ไม่มีแบตเตอรี่
  ซึ่งเป็นแบบที่ผู้เขียนผลิตจำหน่าย ด้วยเหตุผลก็คือ " ลดงบประมาณการลงทุน " ในเรื่องของแบตเตอรี่
ไม่ต้องใช้อินเวอร์เตอร์ แปลงไฟฟ้ากลับไปกลับมา ให้เกิดความสูญเสีย และผูเขียนได้ใช้อุปกรณ์เป็นระบบ
DC.หรือกระแสตรง100% (Pure Direct Current System) ซึ่งราคาถูกกว่าแบบ Battery Back up.
  แต่ก็จะมีข้อด้อยกว่าตรงที่ว่า " จะสามารถทำงานได้เฉพาะช่วงเวลาที่มีแสงแดด เท่านั้น "
ข้อจำกัดในเรื่องที่เครื่องจะสูบน้ำได้เฉพาะเวลาที่มีแสงแดดเท่านั้น ทำให้เราต้องหาวิธีการที่
จะทำให้เครื่องสูบน้ำแบบต่อตรงสามารถสูบน้ำให้ได้ปริมาณมากที่สุดในช่วงที่มีแสงแดด
และพืชบางอย่างก็ไม่ควรให้น้ำ หรือรดน้ำในเวลาที่แสงแดดจัดๆ เช่นจำพวกผักต่างๆ ที่มีลำต้น
ที่บอบบาง อยู่ใกล้กับพื้นดิน เช่นพวกผักกาด คะน้า กวางตุ้ง แต่พวกผลไม้ ไม้ยืนต้น ก็สามารถรดได้
 " ระบบน้ำหยด " และ " ระบบสปริงเกอร์ขนาดเล็ก " จึงเป็นระบบให้น้ำที่น่าจะเหมาะสมที่สุด
สำหรับการให้น้ำพืชประเภทที่ไม่สามารถรดน้ำได้ในเวลาแสงแดดจัดๆ ซึ่งเราสามารถเก็บกักน้ำ
เอาไว้ในถัง แล้วค่อยเปิดประตูน้ำ จ่ายไปยังระบบน้ำหยด และสปริงเกอร์ขนาดเล็กในเวลาบ่ายจัดๆ
หรือยามเย็น 
  ส่วนในตอนเช้าๆ ที่ดินยังไม่อมความร้อน เราก็สามารถใช้เครื่องสูบน้ำ สูบดันส่งน้ำเข้าระบบต่างๆ
ที่ใช้แรงดันต่ำได้ ตอนกลางวันแดดแรงๆก็สูบส่งขึ้นเก็บเอาไว้ในถังเก็บ เพื่อเอาไว้รดต้นไม้ในตอนเย็น
  จากแผนผังด้านบน ที่ผู้เขียนใช้โปรแกรม Auto Cad เขียนเอาไว้เพื่อประกอบการอธิบายถึงอีกวิธีหนึ่งของการจัดการน้ำโดยใช้พลังงานจากธรรมชาติ คือ" แรงโน้มถ่วงของโลก "
ซึ่งก็เป็นพลังงานจากธรรมชาติอีกอย่างที่เราสามารถนำมาใช้งานได้ ขอฉายหนังซ้ำอีกรอบโดยให้มองไปทางขวามือ คือบ่อน้ำ หรือแหล่งน้ำบนผิวดิน ซึ่งผู้เขียนจะเน้นย้ำเสมอๆว่า
เราควรมีแหล่งน้ำบนผิวดิน หรือสระเก็บน้ำส่วนตัวในที่ดินของเรา จะใหญ่ หรือเล็ก ก็ตามความเหมาะสมของพื้นที่ ที่เรามี เมื่อเราขุดสระลึกลงไป ประมาณ 2-3 เมตร บางพื้นที่
ก็จะพบกับตาน้ำ หรือน้ำซึม น้ำซับ และจะเป็นที่สำหรับกักเก็บน้ำในฤดูฝน 
  ตำแหน่งของสระน้ำ ควรจะอยู่ตรงตำแหน่งที่เราจะสร้างบ้านพัก หรือกองบัญชาการ ด้วยเหตุผลหลักๆดังนี้
1) เราสามารถนำดินที่ได้จากการขุดสระ มาปั๊นหรือถมให้เป็นเนินสำหรับปลูกบ้าน เพียงจ้างรถขุดมาก็สามารถเริ่มต้นได้แล้ว
2) เราควรตั้งเครื่องสูบน้ำเอาไว้ใกล้ๆกับบ้าน และถังเก็บน้ำ เพราะดูแลรักษาง่าย ใกล้หูใกล้ตา เพื่อป้องกันการลักขโมย
3) เมื่อถังน้ำอยู่ใกล้ เราสามารถวางระบบท่อกระจายน้ำไปยังจุดต่างๆ ด้วยการปิดเปิดประตูน้ำ ไม่ต้องเดินไปไกลๆ หรือในที่รก อาจจะมีอันตรายจากสัตว์เลื้อยคลาน
4) ฯลฯ
 ขยายความของผังอีกครั้ง เมื่อเราขุดสระลึกลงไปในดิน เมื่อพบน้ำแล้ว เราตั้งเครื่องเอาไว้ใกล้ๆแหล่งน้ำ แล้วสูบดันส่งขึ้นเติมถังเก็บ ด้วยระยะทางที่ใกล้จะทำให้เครื่องสูบน้ำสามารถทำงานสูบน้ำได้ปริมาณน้ำ
ต่อชั่วโมง มากกว่าการส่งน้ำไกลๆ เพราะทำงานด้วยภาระ(Load ) ที่เบากว่า และในตอนที่นำดินที่ได้จากการขุดสระ มาปั๊นหรือทำโคก ให้จุดที่วางถังน้ำมีความสูงมากกว่าพื้นที่เพาะปลูก ประมาณ 2-4 เมตร
(ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นดิน และฝีมือของคนขับรถขุด) และแนวคิดของเจ้าของโครงการ
   เมื่อเราสูบน้ำจนเต็มถังเก็บ ถ้าถังสูง 6 เมตร เมื่อบวกกับความสูงของโคกหรือเนินที่เราปันขึ้น อีก 2 เมตร เมื่อน้ำเต็มถังก็จะมีแรงดันในระบบท่ออยู่ที่  6+2 = 8 เมตรหรือ 0.8 bars.
ซึ่งเป็นแรงดันจากน้ำหนักของน้ำที่เกิดจากแรงโน้มถ่วง หรือความดันบรรยากาศ แรงดันขนาดไม่ถึงบาร์ เราสามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในระบบน้ำหยดได้ เพราะธรรมชาติของน้ำ หรือของเหลว
จะไหลจากระดับที่สูง ไปยังระดับต่ำ จนมีระดับเท่ากัน จึงจะหยุดการไหล ระดับน้ำ หรือของเหลวที่ต่อถึงกันก็จะถ่ายเทจนกระทั้งมีระดับเท่ากัน จึงหยุดไหล
  น้ำที่ถูกเก็บกักจนมีระดับสูงจากระดับเส้น " ศูนย์ สมมุติ "จะถูกสะสมพลังงานศักย์เอาไว้  เมื่อเกิดการไหล พลังงานศักย์ ก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นพลังงานจลน์แบบเดียวกับการเก็บกักน้ำเอาไว้ด้วยเขื่อน 
แล้วใช้พลังงานที่สะสมอยู่ในมวลน้ำให้มาทำการหมุนใบพัด เครื่องกำเนิดไฟฟ้า แบบเดียวกับเขื่อนที่มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำ แต่ระดับน้ำของเรามีเพียง8เมตร พอเปิดน้ำใช้ไปสักระยะ เมื่อระดับน้ำลดลง
แรงดันของน้ำ ก็จะลดลงเป็นเงาตามตัว จนกระทั่งหมดถัง หรือหยุดการเคลื่อนที่
 ร่ายพระเวทย์กันมายาว เพื่อโน้มน้าวให้ทุกท่านหันมามองพลังงานจากมวลน้ำ ที่เราสามารถ
ดึงเอามาใช้ทำงานให้เรา ถึงจะมีไม่มาก ไม่ถึง 1 bars. แต่ถ้าเราสามารถนำเอามาใช้งานได้
ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลทีเดียว ตอนนี้ขอ อุบเอาไว้ก่อน 
  ตอนนี้เรามาดูเรื่องของถังเก็บน้ำกันก่อน ว่าเราจะทำอย่างไรดีกับการยกน้ำขึ้นสูงจากพื้นดิน สัก 8 เมตร
บางท่านก็ใช้วิธีการ ตั้งแท่นเหล็กสูงสัก 6 เมตร แล้วนำถังเก็บน้ำขนาก 1000 ลิตร 2000 ลิตร ขึ้นไปเก็บ
เอาไว้ด้านบน ก็เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมทำกัน 
  ธรรมชาติของน้ำ 1 ลิตร จะหนัก 1 กิโลกรัม ดังนั้นน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร หรือ 1000 ลิตร จะหนัก 1 ตัน
ถ้าเราใช้ถัง 3000 ลิตร สัก 4 ใบ รวมกันแล้ว 12,000 ลิตร ขาหรือแท่นเหล็กจะต้องรองรับน้ำหนัก ถึง 12 ตัน
ตัวแปรต่างๆเริ่มจะเป็นงานช้างสุรินทร์เข้าไปทุกทีแล้ว ต้องตอกเสาเข็มหรือทำฐานรากหรือไม่ ราคาค่าวัสดุอุปกรณ์
ต่างๆ ค่าแรงในการสร้างทำ หรือลงมือเอง จะตกอยู่ที่งบประมาณเท่าใด
 ภาพซ้ายมือเป็นถังเก็บน้ำคอนกรีตของบริษัทกลางดงค้าวัสดุ ซึ่งเป็นภาพที่ท่านครูบาวัดเขาจันทรา ท่านถ่ายเก็บข้อมูล
เอาไว้ ผู้เขียนเองได้เห็นผลงานหลายๆที่แถวๆโคราช ก็ยังนึกชอบในความแข็งแรง และราคาก็ประมาณนี้ (ติดตั้งที่บุรีรัมย์)
ข่าวว่าถ้าใกล้จากโคราชกว่านี้ ราคาก็จะถูกลงมา ผู้เขียนไม่ได้รู้จักกับทางกลางดงค้าวัสดุ หรือว่าได้ค่าโฆษณา แต่เห็นว่า
แข็งแรงทนทานดี จึงเขียนแนะนำให้ เท่านั้น ราคาก็ต่อรองกันตามปรกติครับตามที่จะตกลงกัน
  ขออนุญาต นำภาพของท่านครูบามาประกอบเป็นขั้นตอนการสร้างถังเก็บน้ำ สำหรับท่านที่สนใจ
หรือกำลังจะลงมือทำก็ลองทบทวนดูว่า สร้างเอง หรือจ้างเขาแบบไหนจะเหมาะกับเรามากกว่า
 ฐานรากไม่มีการตอกเสาเข็ม ก็คงจะต้องหาตำแหน่งที่ดินมีความแน่น ไม่อ่อน หรือเหลว
ดูจากภาพมีเพียงการปรับดินที่พื้น ใช้เสาปูนวางปรับระดับฐานล่างของถัง และวางตระแกรงเหล็ก
    ถังน้ำเป็นรูบทรง 16 เหลี่ยม สูงท่อนละ 80 ซม. ความโต 2.6 เมตรต่อขึ้นไป8ชั้น สูง 6.5 เมตร
จะสามารถจุน้ำได้ 28,800 ลิตร หรือ 28 ลูกบาศก์เมตร
  ผนังจะมีความหนา 10 ซม พื้นถังจะใช้การเทด้วยคอนกรีต ด้านใน ทาน้ำปูนผสมยากันซึม
  ตำแหน่งที่ตั้งควรเป็นตำแหน่งที่รถยนต์สามารถเข้าถึงครับ
  เมื่อฐานแข็งแรงและมั่นคงแล้ว จะค่อยๆต่อขึ้นไปที่ละชั้น
  ขั้นตอนการทำงานเป็นระบบและมีอุปกรณ์ครบ
    ความสูงท่อนละ 80 ซม.จำนวน 8 ชั้น ความสูงรวม 6.5 เมตร
      ชุดนี้จุน้ำได้ 29 ลบ.เมตร สูง 6.5 เมตร เมื่อน้ำเต็มถังก็จะมีแรงดัน 0.65 bars.
จะเป็นแบบจ้างสร้าง หรือสร้างเองก็พิจารณาตามความเหมาะสมและงบประมาณของแต่ละท่านครับ
  เมื่อเรามีถังเก็บน้ำ หอเก็บน้ำ หรือเนินเก็บน้ำ เมื่อเราสะสมมวลน้ำเอาไว้ในถังระดับน้ำเมื่อสูงขึ้น ก็จะมีการสะสมพลังงานศักย์เอาไว้ในมวลน้ำ แบบเดียวกับการสะสมมวลน้ำ
เอาไว้ในเขื่อน เมื่อเราเปิดน้ำออกทางประตูน้ำ พลังงานศักย์ ก็จะเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ เมื่อเกิดการเคลื่อนที่หรือเกิดการไหลของน้ำ คล้ายๆกับการนำเอามวลน้ำมาปั่นเครื่อง
กำเนิดไฟฟ้า สำหรับเขื่อนมีปริมาณน้ำมหาศาล เมื่อนำมาปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจึงสามารถทำงานได้เป็นเวลานานต่อเนื่องกัน
    สำหรับถังน้ำที่เราสร้างขึ้น คงจะทำงานเทียบได้ยากกับการทำงานของเขื่อน ถ้าถังน้ำของเราเป็นแบบถังลองซีเมนต์ อาจจะสามารถต่อขึ้นไปได้ประมาณ 9 ท่อน สูง 5.4 เมตร
ซึ่งก็จะทำให้เรามีแรงดันน้ำ 0.54 bars.  ถ้าเป็นการส่งน้ำระยะทางไกล น้ำก็จะไหลไปได้เรื่อยๆ จนกว่าระดับน้ำต้นทาง และปลายทางมีระดับเท่าดัน คือสูบเติมที่ถังต้นทาง
พอระดับน้ำสูงขึ้นกว่าจะปลายทาง น้ำก็จะไหลไปยังปลายทางได้ตลอดเวลา
        สำหรับการนำเอามวลน้ำที่มีแรงดันไม่ถึง 1.0 bars ไปขับดันสปริงเกอร์ mini Sprinker หรือระบบจ่ายน้ำแบบที่ใช้แรงดันน้อยได้ดี และสามารถใช้งานได้กับระบบน้ำหยด
ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และการใช้งานในแบบอื่นๆขอยกเอาไว้ในบทต่อไปครับ ระบบน้ำหยดในปัจจุบันได้รับการพัฒนาอุปกรณ์ให้ใช้ง่าย ติดตั้งง่าย มีราคาถูก สามารถทำได้ตั้งแต่
พื้นที่ขนาดเล็ก ไปถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด มีทั้งแบบใช้ถังน้ำกักน้ำให้มีระดับสูง และแบบใช้ปั๊มสูบเติมน้ำอัดเข้าระบบ ติดตามชมรายละเอียดในบทต่อไปครับ
  
     E)  วิธีการออกแบบระบบน้ำหยด ขนาดพื้นที่ 6 ไร่ถึง 18ไร่
Hit Counter Update May 29,2016
 

| หน้าแรกเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ (แหล่งน้ำบนผิวดิน) | เครื่องสูบน้ำบาดาล พลังงานแสงอาทิตย์ |  |ติดต่อฝ่ายการตลาดคลิปการทำงานของเครื่องใน u-tube|  
ผลงานการติดตั้งเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ |  ความรู้เรื่องโซล่าเซลล์ฯสำหรับประชาชน  |บทความการบำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำ   บทความเรื่องการจัดการน้ำและพื้นที่เพาะปลูก |
|การติดตั้งใช้งานเครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก 300วัตต์|การส่งน้ำระยะไกลและขึ้นที่สูง|  |Webmaster Talk  |

เลขที่ ๙๙๙ หมู่ ๘ ถนน สมุทรปราการ-สมุทรสาคร(เลียบคลองสรรพสามิตร) ตำบลนาเกลือ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ สมุทรปราการ ๑๐๒๙๐

999 Moo 8 Samutprakarn- Samutsakorn Road, T.Narkur Prasamut jeadee Samutprakarn 10290 THAILAND

                 Tel: (66) 02- 408-5800-8 (9 Lines)     Fax:(66) 02- 408-5809 



Searches related to เครื่องสูบน้ํา โซล่าเซลล์ื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์  
โซล่าเซลล์ สูบน้ํา เพื่อการเกษตร
ปั๊มน้ําโซล่าเซลล์ ต่อตรง
โซล่าเซลล์สูบน้ำบาดาล
ปั๊ม น้า โซ ล่า เซลล์ 12v
ปั๊มน้ําโซล่าเซลล์ pantip
โซล่าเซลล์สูบน้ํา ราคาถูก แรงดันสูง

โซล่าเซลล์ สูบน้ํา ราคาถูกแบบประกอบเอง

เคปั๊มชักโซล่าเซลล์รื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ - vparpumpandmowers.com‎